จรรยาบรรณของการใช้งานคอมพิวเตอร์
จรรยาบรรณของการใช้งานคอมพิวเตอร์
โลกปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าโลกแห่งยุคไอทีซึ่งหมายรวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาระบบคมนาคมและข้อมูลข่าวสารอันเป็นการลดระยะทางการติดต่อระหว่างประเทศทำให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันมากยิ่งขึ้นซึ่งแน่นอนว่าคอมพิวเตอร์ย่อมมีบทบาทสำคัญในยุคของข้อมูลข่าวสารและเมื่อคอมพิวเตอร์มีบทบาทและมีความสำคัญมากขึ้นเท่าใดสิ่งที่ต้องยอมรับความจริง คือ เทคโนโลยีที่ใช้ย่อมมีจุดเด่นจุดด้อย
ทั้งสิ้น ทั้งที่มาจากเทคโนโลยีหรือมาจากผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเอง
ปัจจุบันผลลบของการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คือ การก่อให้เกิดปัญหาการขยายตัวของอาชญากรรมข้ามชาติและก่อให้เกิดรูปแบบอาชญากรรมใหม่ๆที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นเช่นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
12.1 อาชญากรรมคอมพิวเตอร์คืออะไร
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มีการให้นิยามไว้เป็น 2 นัย
นัยแรกอาชญากรรมคอมพิวเตอร์หมายความถึงการกระทำใดๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์และทำให้ผู้เสียหายนั้นได้รับความเสียหายในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้กระทำความผิดนั้นได้รับประโยชน์ เช่น การลักทรัพย์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
นัยที่สอง อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หมายความถึงการกระทำใดๆ ที่เป็นความผิดทางอาญาซึ่งจะต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในการกระทำความผิดนั้น เช่น การบิดเบือนข้อมูล (Extortion), การเผยแพร่รูปอนาจารผู้เยาว์(Childpornography),การฟอกเงิน(MoneyLaundering),ฉ้อโกง(Fraud),การถอดรหัสโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยไม่รับอนุญาต แล้วเผยแพร่ให้ผู้อื่นดาวน์โหลดได้ บางครั้งเรียกว่า การโจรกรรมโปรแกรม (Software Pirating),การจารกรรมหรือขโมยข้อมูล/ความลับทางการค้าของบริษัท(CorporateEspionage) เป็นต้น
12.2 ประเภทของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบทั้งที่มีผลกระทบต่อชีวิต ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบเศรษฐกิจ การกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์แยกออกได้เป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ส่วนที่สอง คอมพิวเตอร์เป็นวัตถุที่ถูกกระทำความผิดและส่วนที่สามการใช้คอมพิวเตอร์หาประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาติ
จากสามส่วนดังกล่าว สามารถแยกประเภทของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้เป็น 9 ประเภท ดังนี้
1) อาชญากรรมที่เป็นการขโมยข้อมูล ซึ่งหมายรวมถึงการขโมยข้อมูลจาก internet service provider หรือผู้ให้บริการ หรือผู้ที่มีเว็บไซท์ในอินเตอร์เน็ตรวมไปถึงการขโมยข้อมูลเพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในการลักลอบใช้บริการ เช่น การขโมยข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์โทรศัพท์เพื่อที่จะสามารถควบคุมการใช้โทรศัพท์ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเอาข้อมูลนั้นมาเป็นประโยชน์คือเป็นการแอบใช้บริการฟรี
2)อาชญากรนำเอาการสื่อสารผ่านทางคอมพิวเตอร์มาขยายความสามารถในการกระทำความผิดของตน เช่นอาชญากรธรรมดาทั่วไปที่ทำผิดเกี่ยวกับการขนหรือค้ายาเสพติด ใช้การสื่อสารผ่านทางคอมพิวเตอร์ติดต่อกับเครือข่ายอาชญากรรมของตนเพื่อขยายความสามารถในการประกอบอาชญากรรม ซึ่งรวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอร์ปกปิด กลบเกลื่อนการกระทำของตนไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า encryption หรือการตั้งรหัสการสื่อสารขึ้นมาเฉพาะระหว่างหมู่อาชญากรด้วยกันซึ่งผู้อื่นไม่สามารถเข้าใจได้
3) การละเมิดลิขสิทธิ์การปลอมแปลง ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงเช็คการปลอมแปลงรูป เสียง หรือการปลอมแปลงสื่อทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า มัลติมีเดีย หรือรวมทั้งการปลอมแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอาชญากรรมประเภทนี้ ได้แก่
MPAA v. Reimerdes: Cracking DVD with DeCss
ในปลายปี 1999 DVD ขนาดห้านิ้ว ได้เข้าสู่ตลาดทดแทนวีดีโอ VHS ที่เราดูกันเมื่อก่อนนี้ ผู้เล่นดีวีดี ได้เล่นแผ่นภาพยนตร์ หรือมิวสิควิดีโอชนิดดิวีดินี้กับเครื่องเล่นดีวีดีเฉพาะ หรือ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งกับโน๊ตบุ๊คด้วย อย่างไรก็ตาม ดีวีดีสามารถเล่นได้บนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดน์ว และแมคเท่านั้น แต่ไม่สามารถเล่นได้กับเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบโอเพ่นซอส ของลีนุกซ์ (Linux)
แต่ปรากฎว่า วัยรุ่นอายุ 15 ปีชาวนอร์เวย์ชื่อ Jon Johansen ได้คิดค้นโปรแกรมที่เรียกว่า DeCSS ในการถอดรหัสระบบป้องกันการทำซ้ำของดีวีดีDeCssทำให้นักโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายเขียนโปรแกรมตามหลัก DeCss เพื่อทำให้เล่นดีวีดีบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทีใช้ลีนุกซ์ได้
เรื่องราวบานปลาย เพราะกลุ่มแฮคเกอร์ที่มีเว๊บไซต์ชื่อว่า 2600.com ได้ทำการเผยแพร่ ซอสโค๊ด DeCss และนอกจากนั้นทำการลิงค์ไปยังเว๊บต่าง ๆ ที่มีการพิมพ์ ซอสโค๊ด DeCss เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ไม่นานนัก ปรากฎว่าบรรณาธิการเว๊บ 2600.com สองคนชื่อว่า Eric Corley และ Shawn Reimedes ถูกฟ้องในข้อหาทำการกำจัดระบบป้องกันการทำซ้ำ และเผยแพร่วิธีการกำจัดระบบดังกล่าวซึ่งการกระทำอันละเมิด DMCA มาตรา 1201(a)(2)
ศาลแห่งรัฐนิวยอร์กได้ตัดสิน ในวันที่ 7 กันยายน 2000 ว่า ให้บรรณาธิการทั้งสองทำการลบข้อมูลที่เกี่ยวกับ DeCss และยกเลิกการทำการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ที่มีข้อมูลดังกล่าวเสียด้วย
4) การใช้คอมพิวเตอร์และการสื่อสารผ่านทางคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลกเผยแพร่ภาพลามกอนาจารรวมถึงข้อมูลที่ไม่สมควรซึ่งการจะเป็นภาพลามกอนาจาร หรือไม่สมควรนั้น อาจจะมีปัญหาคุณค่าวัฒนธรรมของแต่ละสังคมว่าจะรับได้หรือไม่รวมทั้งการใช้คอมพิวเตอร์บอกกล่าวข้อมูลที่ไม่สมควรที่จะเผยแพร่ เช่นวิธีการในการก่ออาชญากรรม หรือสูตรในการผลิตระเบิด
5) การฟอกเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์และการสื่อสารเป็นเครื่องมือทำให้สามารถกลบเกลื่อนอำพรางตัวตนของผู้กระทำความผิดได้ง่ายขึ้น
6)อันธพาลทางคอมพิวเตอร์หรือพวกก่อการร้าย ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะผู้มีจิตใจชั่วร้ายเป็นอาชญากรเท่านั้นที่ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อรบกวนผู้ใช้บริการ แต่ยังมีพวกชอบท้าทายทางเทคนิค อยากรู้อยากเห็นว่าสามารถเข้าไปแทรกแซงระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นได้มากน้อยเพียงใด
อันธพาลทางคอมพิวเตอร์เปรียบได้กับเด็กเกเรตามท้องถนนที่ชอบวาด พ่นสีให้เลอะเทอะอันธพาลดังกล่าวจะทำเช่นเดียวกันคือเข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์แล้วทำลายข้อมูล หรือตัดต่อ ดัดแปลงภาพ หรือทำสิ่งไม่สมควรต่างๆ นานา เพื่อรบกวนผู้อื่น
นอกจากนั้นยังรวมไปถึงผู้ก่อการร้าย(terrorist)ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการเผยแพร่ข้อมูลข่มขู่ผู้อื่นที่น่ากลัวที่สุดเกี่ยวกับการก่อการร้ายโดยใช้เครื่องมือสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์คือการเข้าไปแทรกแซงทำลายระบบเครือข่ายของสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้สาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเรื่องการจ่ายน้ำ จ่ายไฟ หรือการจราจร ส่วนใหญ่จะควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ก่อการร้ายพวกนี้สามารถเข้าไปแทรกแซงและทำให้ระบบเหล่านี้ให้ทำงานไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับหน่วยงานบริการสาธารณูปโภคที่จะต้องพยายามหามาตรการป้องกัน โดยต้องพยายามหาจุดอ่อนของตัวเองให้ได้ว่ามีจุดอ่อนต่อการที่ถูกก่อการร้ายได้อย่างไรบ้าง
7)การค้าขายหรือชวนลงทุนโดยหลอกลวงผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การให้บริการทางคอมพิวเตอร์มีอยู่มากและสามารถทำเงินได้เป็นอย่างดีแต่มีพวกหลอกลวงประกาศโฆษณาโดยไม่ได้ให้บริการจริง หรือชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนแต่ไม่ได้มีกิจการเหล่านั้นจริงๆ ซึ่งบางครั้งจะเห็นว่าโฆษณาหลายอย่างดีเกินไปกว่าที่จะเป็นของจริงแต่ก็มีผู้ถูกหลอกหลายราย
8) การเข้าแทรกแซงข้อมูลและนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นประโยชน์ต่อตนโดยมิชอบเช่นการที่สามารถผ่านอินเตอร์เน็ตเข้าไปแล้วเข้าไปเจาะล้วงเอาความลับเกี่ยวกับรหัสหมายเลขของบัตรเครดิตเพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในการก่ออาชญากรรมต่อไปหรือแม้กระทั่งการล้วงความลับทางการค้าซึ่งสามารถทำได้โดยผ่านทางอินเตอร์เน็ตซึ่งอาจเป็นลักษณะของการดักฟังข้อมูลเพื่อที่จะนำมาเป็นประโยชน์กับกิจการของตนเอง
9)การโอนเงินเมื่อสามารถเข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของธนาคารได้แล้วจะใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ไปเปลี่ยนแปลงดัดแปลงข้อมูล และโอนทรัพย์สินหรือเงินจากบัญชีหนึ่งเข้าไปอีกบัญชีหนึ่งได้โดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนถ่ายทรัพย์สินกันจริง แต่ผลคือสามารถได้ทรัพย์สินนั้นมาด้วยการผ่านทางคอมพิวเตอร์
12.3 ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ปัญหาเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มีดังนี้
1) ปัญหาเรื่องความยากที่จะตรวจสอบว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน อย่างไรทำให้ยากที่จะป้องกันส่วนในบริษัทที่มีระบบการป้องกันข้อมูลของตัวเองนั้นก็เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องยอมรับว่าค่อนข้างอันตราย และเป็นการประกอบอาชญากรรมที่ใกล้ชิดคือสามารถเข้าไปในบ้านไปโน้มน้าวจิตใจวัยรุ่นชักชวนให้ออกมากระทำความผิดได้ง่าย ซึ่งค่อนข้างจะเห็นพิษภัยในส่วนนี้
2) ปัญหาในเรื่องการพิสูจน์การกระทำความผิด และการตามรอยของความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดที่เกิดขึ้นโดยผ่านอินเตอร์เน็ต คงมีคำถามว่าการที่สามี hack เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลเพื่อแก้ไขโปรแกรมการรักษาพยาบาลภรรยา หรือหลาน hack เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลเพื่อจะแก้ไขโปรแกรมการรักษาพยาบาลของลุงนั้น ตำรวจสืบทราบได้อย่างไร หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในไทย จะมีกรรมวิธีในส่วนนี้อย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องผู้ใช้ทางอินเตอร์เน็ต จะพิสูจน์ได้อย่างไร เพราะผู้ใช้ในกรณีธรรมดายังยากจะลงโทษหากดูตามคำพิพากษาฎีกาซึ่งลงโทษผู้ใช้น้อยมาก
3) ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากหลักฐานในอาชญากรรมธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
4)ความยากลำบากในการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมเหล่านี้มักเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ
5)ปัญหาความไม่รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมเจ้าพนักงานดังกล่าวมีงานล้นมือโอกาสที่จะศึกษาเทคนิคใหม่ๆหรือกฎหมายใหม่ๆทำได้น้อยประเทศไทยมีผู้พิพากษาประมาณ 2,000 คน อัยการประมาณ 1,600 - 1,700 คน ต่อจำนวนประชากร60ล้านตำรวจจะมีค่อนข้างมากแต่ตำรวจมักเข้าเกี่ยวข้องกับstreet crimes มากกว่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แม้แต่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจธรรมดาเช่นความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร หากมีการกระทำในหัวเมือง เขตอำเภอ กิ่งอำเภอ และมีการไปแจ้งความกับนายดาบอายุมาก ผลของคดีคงจะเปลี่ยนไปทันที
6) ปัญหาการขาดกฎหมายที่เหมาะสมในการบังคับใช้ กฎหมายแต่ละฉบับบัญญัติมานาน 40-50 ปี แม้แต่กรณีการจูนโทรศัพท์มือถือ ยังต้องใช้กฎหมายเก่าคือพระราชบัญญัติวิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. 2498 มาใช้ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 พิพากษาว่าไม่ผิดฐานลักทรัพย์เมื่อเทียบกับฎีกาเรื่องกระแสไฟฟ้า แต่ผิดพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้เห็นชัดว่ายังขาดความทันสมัยของการมีกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ NECTEC ก็พยายามแก้ไขให้แล้วโดยจัดให้มีการร่างกฎหมายในส่วนนี้ออกมาถึง 6 ชุดด้วยกัน
7) ปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนทางราชการตามไม่ทัน เช่นราชการพยายามตามรอยการโอนเงินโดยกฎหมายฟอกเงินแต่ขณะนี้การโอนเงินนั้นใช้วิธีโอนผ่านอินเตอร์เน็ตแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งทำให้สิ่งซึ่งยังไม่มีกฎหมายออกมากลับพบปัญหามากยิ่งขึ้น
12.4 แนวทางการแก้ไขปัญหา
1) ควรมีการวางแนวทางและกฎเกณฑ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการทราบว่าพยานหลักฐานเช่นไรควรนำเข้าสู่การพิจารณาของศาล เพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดได้
2) ให้มีคณะทำงานในคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ พนักงานสอบสวนและอัยการอาจมีความรู้ความชำนาญด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์น้อย จึงควรให้บุคคลที่มีความรู้ความชำนาญในด้านดังกล่าวเข้าร่วมเป็นคณะทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินคดี
3)จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะในการป้องปรามและดำเนินคดีอาชญากรรมดังกล่าว
4) บัญญัติกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมอาชญากรรมคอมพิวเตอร์กฎหมายเฉพาะดังกล่าวต้องครอบคลุมการกระทำอันเป็นความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภท และไม่กำหนดความผิดแก่การกระทำที่ผิดมารยาทในการใช้คอมพิวเตอร์แต่ถึงขนาดไม่เป็นความผิดอาญา
5)ส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศทั้งโดยสนธิสัญญาเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา หรือโดยวิธีการอื่น ในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และการป้องปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
6)เผยแพร่ความรู้เรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ หน่วยงานองค์กรต่างๆให้เข้าใจแนวคิดวิธีการของอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันตนจากอาชญากรรม
7)ส่งเสริมจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งโดยการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคคลทั่วไปในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกต้อง และโดยการปลูกฝังเด็กตั้งแต่ในวัยเรียนให้เข้าใจกฎเกณฑ์มารยาทในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายดังกล่าว
12.5 มารยาททั่วไปในการใช้เครือข่าย
ปัจจุบันมีความพยายามจากหลายๆฝ่ายได้พยายามหามาตรการป้องกันปัญหา และภัยจากการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งมักเกิดจากคนที่ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่สร้างจิตสำนึกที่ดีทั้งตนเอง และคนรอบข้างเพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับความเสี่ยงภัยอนไลน์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมารยาททั่วไปในการใช้เครือข่ายกับผู้ใช้อืนๆ มีดังนี้
1) ไม่ใช้เครือข่ายเพื่อการทำร้ายหรือรบกวนผู้อื่น
2) ไม่ใช้เครือข่ายเพื่อการทำผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม
3)ไม่ใช้บัญชีอินเทอร์เน็ตของผู้อื่นและไม่ใช้เครือข่ายที่ไม่ได้รับอนุญาต
4) ไม่คัดลอกโปรแกรม รูปภาพ หรือสิ่งใดบนอินเทอร์เน็ตมาใช้ โดยมิได้ขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
5)ไม่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของหน่วยงานหรือบริษัทที่ท่านใช้บริการอินเทอร์เน็ต
6)ไม่เจาะระบบเครือข่ายของตนเองและผู้อื่นไม่ท้าทายให้คนอื่นมาเจาะระบบ
7)การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นบนอินเทอร์เน็ตต้องกระทำด้วยความสุภาพเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
8)หากพบรูรั่วของระบบ พบเบาะแส หรือ บุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น ให้รีบแจ้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือผู้ดูแลระบบทันที
9)เมื่อจะเลิกใช้ระบบอินเทอร์เน็ตอย่างถาวรให้ลบข้อมูลและแจ้งผู้ดูแลระบบอย่าทิ้งร้างบัญชีอินเทอร์เน็ตเป็นเวลานาน เพราะอาจเปิดช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเจาะระบบเข้ามาสร้างความเสียหายได้
12.6 การหลีกเลี่ยงและรับมือกับภัยออนไลน์
1)หลีกเลี่ยงการระบุชื่อจริงเพศ หรืออายุ เมื่อใช้บริการบนอินเทอร์เน็ตเพราะตามสถิติแล้วเพศหญิงตกเป็นเป้าของคนร้ายมากกว่าเพศชาย และเด็กตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ใหญ่
2)หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลส่วนตัวภาพถ่ายของตนเองหรือบุคคลในครอบครัวทางอินเทอร์เน็ตเพราะรูปภาพอาจโดนตัดต่อข้อมูลส่วนตัวอาจส่งผลร้ายหากตกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพ
3)หลีกเลี่ยงการโต้ตอบกับบุคคลหรือข้อความที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ เพราะทุกคนมีสิทธิปฏิเสธกับผู้อื่นได้อิสระ
4)หลีกเลี่ยงการสนทนาหรือนัดหมายกับคนแปลกหน้า คนแปลกหน้า ในที่นี้หมายถึงเพื่อนที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต เพราะเราไม่อาจตรวจสอบตัวตนของเขาว่าเป็นจริงอย่างที่บอกหรือไม่
5) หลีกเลี่ยงการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครสมาชิกโดยมิได้อ่านเงื่อนไขให้ละเอียดเสียก่อน มีสินค้าต้องห้าม รวมถึงมีลัทธิความเชื่อต่างๆ มากมายที่สังคมไม่ยอมรับอยู่บนอินเทอร์เน็ต
6)ไม่คัดลอกโปรแกรม ข้อมูล รูปภาพ หรือสิ่งใดจากอินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมแอบแฝงที่อาจนำความเสียหายมาสู่เครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายของตน
สำหรับการหลีกเลี่ยงภัยจากอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงการป้องกันตนเองเท่านั้นแต่ความรับผิดชอบต่อสังคมที่ทุกคนพึงมีคือการมีมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมถ้าทุกคนในสังคมแห่งไซเบอร์ช่วยกันโลกไร้อาชญากรรมคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน
http://www.pit.ac.th/yanathas/index.php?option=com_content&view=article&id=1:2012-11-01-13-57-12&catid=1:latest-news
มีประโยชน์มากเลยครับ ได้ความรู้ต่างๆมากมาย
ตอบลบเนื้อหาสาระดีมากๆๆเลย ค่ะ
ตอบลบมีเนื้อหาน่าอ่านค่ะ
ตอบลบ